ผัดวันประกันพรุ่ง... ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป ถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็น
🧠 จิตวิทยา

ผัดวันประกันพรุ่ง... ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป ถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็น

แชร์:
สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ผมลุงตี่มาพร้อมกับเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจจะเคยรู้สึกผิดกับมัน นั่นคือ 'การผัดวันประกันพรุ่ง' หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Procrastination นั่นแหละครับ หลายท่านอาจจะมองว่ามันเป็นนิสัยที่ไม่ดี เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า แต่จากประสบการณ์ของลุงที่คลุกคลีกับการบริหารจัดการมาหลายสิบปี ผมกลับมองเห็นว่า การผัดผ่อนออกไปบ้างอย่างมีสติและถูกจังหวะ กลับมีประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียวครับ

ทำไมเราถึงผัดวันประกันพรุ่ง?

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมคนเราถึงผัดวันประกันพรุ่ง? ไม่ใช่เพราะเราขี้เกียจไปเสียทั้งหมดนะครับ บางครั้งมันเกิดจากความรู้สึกท่วมท้นกับงานที่ใหญ่เกินไป กลัวความล้มเหลว หรือแม้แต่ความไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ครับ

  • ความท้าทายที่มากเกินไป: งานที่ดูซับซ้อนหรือใช้เวลานานมากๆ อาจทำให้เรารู้สึกท้อแท้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
  • ความไม่ชัดเจน: การไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง หรือไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้เราไม่กล้าลงมือทำ
  • ความกลัว: กลัวว่าจะทำได้ไม่ดี กลัวความผิดพลาด ซึ่งเป็นกลไกป้องกันตัวเองอย่างหนึ่ง
  • ความเบื่อหน่าย: งานที่ไม่น่าสนใจ หรือเป็นงานรูทีน อาจทำให้เราขาดแรงจูงใจที่จะเริ่ม

เมื่อเราเข้าใจสาเหตุแล้ว เราจะเริ่มมองหาทางใช้ประโยชน์จากการผัดวันประกันพรุ่งได้อย่างชาญฉลาดขึ้นครับ

ผัดวันประกันพรุ่งอย่างชาญฉลาด มีประโยชน์อย่างไร?

การผัดวันประกันพรุ่งอย่างมีสติ ไม่ใช่การปล่อยปละละเลย แต่เป็นการใช้เวลาช่วงนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมขอแบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

1. ใช้เวลาเพื่อ 'ตกผลึกความคิด'

สำหรับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจที่ซับซ้อน หรือการแก้ปัญหาที่ต้องการมุมมองใหม่ๆ การรีบเร่งทำทันทีอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไปครับ การปล่อยให้เรื่องนั้น 'บ่มเพาะ' ในหัวเราสักพัก เหมือนการปล่อยให้เมล็ดพันธุ์ได้รับน้ำและแสงแดดก่อนจะงอกงาม อาจนำไปสู่ทางออกที่ดีกว่า หรือความคิดสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม

  • พักสมอง: ให้สมองได้พักจากงานตรงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้ความคิดเชื่อมโยงกันในแบบที่เราไม่คาดคิด (Incubation)
  • รวบรวมข้อมูล: ใช้เวลาช่วงผ่อนปรนนี้ในการหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือพูดคุยกับผู้รู้ เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจ
  • จัดลำดับความสำคัญใหม่: บางทีการถอยออกมาหนึ่งก้าว อาจทำให้เราเห็นภาพรวมและจัดลำดับความสำคัญของงานได้ดีขึ้น

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า การมีช่วงเวลาพักสมองสั้นๆ หรือการเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง สามารถช่วยให้เรากลับมาพร้อมกับมุมมองที่สดใหม่และแก้ปัญหาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. เปลี่ยนไปทำ 'งานที่มีคุณค่า' อื่น

แทนที่จะปล่อยเวลาให้เสียเปล่าไปกับการผัดผ่อนงานที่ไม่อยากทำ ลองเปลี่ยนไปทำงานอื่นที่อยู่ในรายการที่ต้องทำเหมือนกัน แต่อาจจะมีความสำคัญรองลงมา หรือเป็นงานที่เราชอบและรู้สึกว่าทำได้ง่ายกว่า วิธีนี้เรียกว่า 'Active Procrastination' ครับ

  • สร้างความรู้สึกสำเร็จ: การได้ทำงานอื่นให้เสร็จสิ้น จะช่วยสร้างความรู้สึกดีและมีกำลังใจที่จะกลับมาเผชิญหน้ากับงานที่ผัดผ่อนไว้
  • บริหารพลังงาน: บางครั้งงานที่ผัดผ่อนอาจเป็นงานที่ใช้พลังงานสูง การเปลี่ยนไปทำสิ่งที่ใช้พลังงานน้อยกว่า จะช่วยให้เราไม่หมดไฟ
  • ลดความเครียด: การจมอยู่กับงานที่เครียด อาจทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง การเปลี่ยนไปทำสิ่งที่เพลิดเพลินกว่า จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและพร้อมกลับมาลุยต่อ

อย่างไรก็ตาม ต้องระวังอย่าให้การเปลี่ยนไปทำสิ่งอื่นกลายเป็นการหลีกเลี่ยงงานสำคัญไปตลอดนะครับ

3. รอคอย 'จังหวะที่เหมาะสม'

ในบางสถานการณ์ การผัดผ่อนออกไปอาจทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้เอง หรือมีข้อมูลใหม่ๆ ที่ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้นครับ

  • ข้อมูลเพิ่มเติม: บางครั้งการรอคอยข้อมูลที่จำเป็นจากบุคคลอื่น หรือจากสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและถูกต้องมากขึ้น
  • งานที่คลี่คลายเอง: ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างอาจจะหายไปเอง หรือมีคนอื่นเข้ามาช่วยจัดการให้ โดยที่เราไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย
  • การมอบหมายงาน: พิจารณาว่างานนั้นสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้หรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่เรามีทีมงาน หรือมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

แต่ต้องย้ำนะครับว่า หลักการนี้ใช้ได้กับงานที่ไม่เร่งด่วน และมีแนวโน้มที่จะคลี่คลายได้เอง ไม่ใช่งานสำคัญที่มีกำหนดเวลาตายตัว

บทสรุป: ผัดวันประกันพรุ่งอย่างมีสติ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ถ้าเราเลือกที่จะผัดวันประกันพรุ่ง จงทำอย่างมีสติและไม่รู้สึกผิดครับ เพราะความรู้สึกผิดจะบั่นทอนประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากการผัดผ่อนออกไป การรู้จักใช้กลไกนี้อย่างชาญฉลาด จะช่วยให้เราบริหารจัดการพลังงาน ความคิด และเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผมยังคงยึดหลักคำถามที่ใช้ได้เสมออย่างที่นักบริหารเวลาหลายท่านแนะนำ คือ “ตอนนี้อะไรคือการใช้เวลาที่ดีที่สุดของฉัน?” ลองถามตัวเองด้วยคำถามนี้ดูนะครับ แล้วเราจะรู้ว่าควรจะกลับไปทำงานที่ผัดไว้ หรือผัดผ่อนออกไปเพื่อทำสิ่งอื่นที่ดีกว่าหรือเพื่อให้ความคิดตกผลึกได้สมบูรณ์ครับ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างสมดุลนะครับ

แชร์:

อ่านเพิ่มเติมใน E-book ลุงตี่

เนื้อหาเต็มๆ พร้อมเคสจริง บทเรียนจริง จากประสบการณ์กว่า 40 ปี

ไปร้านหนังสือ

รับ E-book ฟรี + เคล็ดลับธุรกิจทุกสัปดาห์

เพิ่มเพื่อนลุงตี่บน LINE แล้วพิมพ์ "ขอหนังสือ" รับ E-book "รวยด้วยตัวเอง" ฟรีทันที

เพิ่มเพื่อนลุงตี่

บทความที่เกี่ยวข้อง

จัดการความกังวล: เมื่อไหร่ที่ต้องเริ่มมองตัวเองใหม่?
🧠 จิตวิทยา

จัดการความกังวล: เมื่อไหร่ที่ต้องเริ่มมองตัวเองใหม่?

ความกังวลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่การตอบสนองต่อมันคือสิ่งที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน ลุงตี่ชวนมองตัวเองว่าเราจัดการกับความกังวลได้ดีแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่เราควรเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมอง.

ก้าวข้ามความกลัว 'การเปลี่ยนแปลง' ในวัยหลังเกษียณ: บทเรียนจากชีวิตจริง
🧠 จิตวิทยา

ก้าวข้ามความกลัว 'การเปลี่ยนแปลง' ในวัยหลังเกษียณ: บทเรียนจากชีวิตจริง

การเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเราก้าวเข้าสู่วัยหลังเกษียณ บทความนี้จะชวนคุณมาทำความเข้าใจความกลัวนั้น และเรียนรู้ที่จะโอบรับมันเพื่อชีวิตที่มีความสุขและมีคุณค่า.

เงาในโลกออนไลน์: สิ่งที่คุณโพสต์วันนี้ อาจส่งผลถึงวันหน้า
🧠 จิตวิทยา

เงาในโลกออนไลน์: สิ่งที่คุณโพสต์วันนี้ อาจส่งผลถึงวันหน้า

โลกออนไลน์เป็นพื้นที่สนุกสนาน แต่ทุกการกระทำของเราทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ลุงตี่ชวนคิดถึงผลกระทบระยะยาวของการโพสต์วิดีโอส่วนตัว ที่อาจส่งผลต่อชีวิตในอนาคตมากกว่าที่คิด