
กลาก: เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนเข้าใจผิด ลุงตี่ชวนมาทำความรู้จักและดูแลผิวให้ห่างไกลเชื้อรา
วันนี้ผมจะชวนมาคุยเรื่องสุขภาพใกล้ตัวที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อและอาจจะเคยเป็นมาบ้าง นั่นก็คือ “กลาก” ครับ ผมสังเกตว่าหลายคนพอได้ยินคำว่า “กลาก” มักจะนึกไปถึงพยาธิหรืออะไรที่น่ากลัว แต่จริงๆ แล้วกลากเป็นแค่การติดเชื้อราที่ผิวหนังเท่านั้นเอง ไม่ใช่พยาธิตัวเป็นๆ ที่อยู่ใต้ผิวหนังเราแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่พบบ่อยได้กับทุกเพศทุกวัย และสามารถจัดการได้ไม่ยาก หากเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องครับ
กลากคืออะไร? ไม่ใช่พยาธิ แต่เป็นเชื้อรา
กลาก (Ringworm) เป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกการติดเชื้อราที่ผิวหนัง ซึ่งอาจฟังดูน่ากลัวเพราะชื่อไปพ้องกับคำว่า “กลาก” ที่บางคนอาจจะสับสนกับ “พยาธิ” แต่แท้จริงแล้วมันคือการติดเชื้อจากกลุ่มเชื้อราที่เรียกว่า เดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophytes) ซึ่งเป็นเชื้อราที่กินเคราติน (โปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง เส้นผม และเล็บ) เป็นอาหารครับ
เชื้อราเหล่านี้เป็นกลุ่มเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังอื่นๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น:
- โรคน้ำกัดเท้า หรือที่เรียกกันว่า “ฮ่องกงฟุต”
- สังคัง ที่มักเกิดบริเวณขาหนีบ
- เชื้อราที่เล็บ
- เชื้อราที่หนังศีรษะ
เชื้อรากลุ่มนี้มีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นในดิน บนสัตว์เลี้ยง หรือแม้กระทั่งบนผิวหนังของเราเองในปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่เมื่อใดที่สภาพแวดล้อมบนผิวหนังเอื้ออำนวยให้เชื้อราเจริญเติบโตมากเกินไป ก็จะเริ่มแสดงอาการของโรคออกมาครับ
ปัจจัยอะไรที่ทำให้เชื้อราก่อตัวเป็นกลาก?
การที่เชื้อราจะก่อให้เกิดอาการกลากได้นั้น มักจะมีปัจจัยหลายอย่างมาประกอบกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราอาจมองข้ามไปครับ
- ความชื้นและอับชื้น: เชื้อราชอบสภาพแวดล้อมที่ชื้นและอบอุ่นเป็นพิเศษ ลองนึกภาพบริเวณซอกพับต่างๆ ของร่างกาย เช่น รักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม หรือบริเวณที่เหงื่อออกมากและระบายอากาศได้ไม่ดี เช่น เท้าที่ใส่รองเท้าหุ้มส้นตลอดทั้งวัน นี่คือสวรรค์ของเชื้อราเลยครับ
- ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ: เมื่อร่างกายเราอ่อนแอลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ เครียดสะสม มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน หรือกำลังรับประทานยาบางชนิดที่กดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์ ร่างกายของเราก็จะป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคต่างๆ ได้ไม่เต็มที่ ทำให้เชื้อราเติบโตได้ง่ายขึ้น
- การสัมผัสโดยตรง: เชื้อราสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรงกับผู้ติดเชื้อ สัตว์เลี้ยงที่มีเชื้อ หรือแม้กระทั่งจากสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หวี หรือพื้นห้องน้ำสาธารณะ
- การบาดเจ็บที่ผิวหนัง: ผิวหนังที่มีรอยถลอก บาดแผล หรือมีอาการแห้งแตก จะเป็นช่องทางให้เชื้อราเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายขึ้น
อาการของกลากที่ควรสังเกต
อาการของกลากสามารถแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบริเวณที่ติดเชื้อ แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะมีลักษณะเฉพาะที่สังเกตได้ง่ายครับ
- ผื่นแดงเป็นวง: นี่คือลักษณะเด่นที่ทำให้กลากมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Ringworm” ผื่นมักจะมีลักษณะเป็นวงกลมหรือวงรี ขอบเขตชัดเจน มีขอบนูนแดง และตรงกลางอาจดูจางลงหรือมีผิวหนังที่ดูปกติ ทำให้ดูคล้ายวงแหวน
- อาการคัน: เป็นอาการที่พบบ่อยและอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน บางรายอาจคันมากจนรบกวนการนอนหลับ
- ผิวหนังลอกเป็นขุย: บริเวณที่เป็นกลากอาจมีผิวหนังแห้ง ลอกเป็นขุย หรือเป็นสะเก็ด
- อาจเกิดตุ่มน้ำใส: ในบางรายที่มีการอักเสบมาก อาจมีตุ่มน้ำใสเล็กๆ หรือรอยแตกที่ผิวหนัง
- ผมร่วง (ถ้าเป็นที่หนังศีรษะ): หากเกิดกลากที่หนังศีรษะหรือบริเวณที่มีขน อาจทำให้ผมหรือขนบริเวณนั้นร่วงเป็นหย่อมๆ ได้ แต่ส่วนใหญ่ผมจะกลับมาขึ้นใหม่เมื่อรักษาหาย
กลากสามารถเกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นลำตัว แขน ขา ใบหน้า หนังศีรษะ หรือแม้แต่เล็บก็เป็นได้ครับ
การป้องกันและการดูแลเบื้องต้นอย่างถูกวิธี
การป้องกันและดูแลกลากไม่ให้ลุกลามหรือกลับมาเป็นซ้ำ ทำได้ไม่ยากครับ และเน้นที่สุขอนามัยเป็นหลัก
- รักษาความสะอาดและไม่อับชื้น: อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเป็นประจำทุกวัน ซับตัวให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกพับต่างๆ หลังอาบน้ำ และหลังการออกกำลังกายที่มีเหงื่อออกมาก
- สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี: เลือกเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย ไม่รัดแน่นจนเกินไป เพื่อลดความอับชื้นบนผิวหนัง และควรเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดชั้นใน ถุงเท้าทุกวัน
- ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น: เช่น หวี ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า รองเท้า เพราะเชื้อราสามารถติดต่อกันได้ง่าย
- ดูแลสัตว์เลี้ยง: สัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว ก็สามารถเป็นพาหะของเชื้อราได้ หากพบว่าสัตว์เลี้ยงมีอาการผิดปกติ เช่น ขนร่วงเป็นหย่อม มีผื่นแดง คัน ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจรักษา
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ: หากรู้ว่าใครเป็นกลาก ควรระมัดระวังการสัมผัสโดยตรง และทำความสะอาดมือบ่อยๆ
- รักษาความสะอาดของรองเท้า: หากมีปัญหาน้ำกัดเท้า ควรดูแลรองเท้าและถุงเท้าให้แห้งสะอาดเสมอ อาจใช้สเปรย์ฆ่าเชื้อราในรองเท้าเป็นครั้งคราว
หากคุณสงสัยว่าตัวเองหรือคนในครอบครัวเป็นกลาก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องครับ โดยทั่วไปแล้ว การรักษากลากมักจะใช้ยาต้านเชื้อราชนิดทาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำ แต่ในกรณีที่เป็นมาก เป็นบริเวณกว้าง หรือเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาชนิดรับประทานร่วมด้วย ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องใช้ยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำครับ
สรุป: ใส่ใจสุขอนามัย ห่างไกลกลาก
กลากเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือน่าอับอายครับ การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และรู้วิธีป้องกันดูแลเบื้องต้น จะช่วยให้เราจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างถูกวิธี และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการใส่ใจสุขอนามัยส่วนบุคคล และไม่ละเลยที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีข้อสงสัยหรืออาการไม่ดีขึ้นครับ สุขภาพที่ดีเริ่มจากการใส่ใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเรานี่แหละครับ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพผิวที่ดีกันถ้วนหน้านะครับ
อ่านเพิ่มเติมใน E-book ลุงตี่
เนื้อหาเต็มๆ พร้อมเคสจริง บทเรียนจริง จากประสบการณ์กว่า 40 ปี
ไปร้านหนังสือรับ E-book ฟรี + เคล็ดลับธุรกิจทุกสัปดาห์
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บน LINE แล้วพิมพ์ "ขอหนังสือ" รับ E-book "รวยด้วยตัวเอง" ฟรีทันที
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บทความที่เกี่ยวข้อง

ลงทุนกับปากท้องวันนี้ สุขภาพดีมีกำไรยันปลายทางชีวิต
ลุงตี่ขอชวนทุกท่านมาสำรวจเรื่องโภชนาการในวัย 40+ ที่ร่างกายเริ่มเปลี่ยน การกินอย่างเข้าใจคือรากฐานสำคัญของการมีสุขภาพดีและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในบั้นปลาย

โลกออนไลน์กับเคล็ดลับความงาม: จริงแค่ไหน ต้องพิจารณาอย่างไร?
ในยุคที่ข้อมูลความงามอยู่แค่ปลายนิ้ว ลุงตี่ชวนทุกคนมาพิจารณาอย่างรอบคอบถึงสิ่งที่เห็นในโลกออนไลน์ เพื่อความงามและสุขภาพที่ยั่งยืน โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของการตลาดหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

ความดันโลหิตสูง: ภัยเงียบที่หัวใจต้องแบกรับ...และวิธีที่เราจะดูแลมัน
โรคความดันโลหิตสูงมักไร้อาการ แต่หากปล่อยไว้อาจทำลายหัวใจและอวัยวะสำคัญอื่นๆ ลุงตี่จะชวนทำความเข้าใจและหาวิธีดูแลหัวใจของเราให้แข็งแรง